ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลวิเคราะห์ทิศทางการส่งออกไทยปี 2560 ขยายตัว 2.8% มูลค่า 221,583 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงสุดในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2556
เป็นผลจากปัจจัยบวกค่าเงินบาทอ่อนค่าในกรอบ 36-37 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยในตลาดโลก เพิ่มขึ้น 51.7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ราคาสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับเศรษฐกิจโลกแนวโน้มฟื้นตัว
การเมือง 5 ประเทศยุโรปร้อน
อย่างไรก็ตามในปี 2560 ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกได้ โดยเฉพาะตลาดยุโรปที่ยังมีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองสูง โดยเฉพาะ 5 ประเทศในกลุ่มยุโรปที่เป็นตลาดสำคัญของไทย ได้แก่ ตลาดอันดับ 1 เยอรมนีจะมีการเลือกตั้งในเดือนตุลาคม ตลาดอันดับ 2 เนเธอร์แลนด์ จะมีการเลือกตั้งในเดือนมีนาคม
ตลาดอันดับ 3 อังกฤษ รัฐบาลเดินหน้ากระบวนการออกจากตลาดยุโรป (Brexit) ปลายเดือนมีนาคม ตลาดอันดับ 4 ฝรั่งเศส มีการเลือกตั้งช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2560 และตลาดอันดับ 5 อิตาลี ภายหลังที่มีประชามติไม่รับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อเดือนธันวาคม 2559 อาจเป็นชนวนให้อิตาลีแยกตัวออกจากยุโรป (Italexit) เช่นเดียวกับอังกฤษ
เป็นที่น่าจับตามองว่า ผลจากเหตุการณ์ทางการเมืองดังกล่าวจะกระทบต่อการส่งออกมากน้อยเพียงใด เพราะตลาดยุโรปถือเป็นตลาดส่งออกหลัก มีสัดส่วนการส่งออกคิดเป็น 9.0% จากการส่งออกทั้งประเทศ คาดว่าขยายตัวอยู่ที่ 0.1% มูลค่า 19,900 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากปี 2559 ที่ขยายตัว 0.2% มีมูลค่า 19,880 ล้านเหรียญสหรัฐ
ตลาดจีนหด
นอกจากนี้ต้องติดตามนโยบายเศรษฐกิจจีน ซึ่งล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์เศรษฐกิจจีนปี 2560 จะขยายตัว 6.2% จากที่เคยขยายตัวสูงสุด 10.6% ในปี 2553 ต้องยอมรับว่ากระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยไปจีน น่าจะหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 นับจากปี 2557
โดยสินค้าไทยที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือ ยางพาราและผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 สัดส่วน 15.3% คาดว่าจะส่งออกลดลงอย่างมาก รองลงมาคือเครื่องจักรไฟฟ้า สัดส่วน 12.3% เครื่องจักรเครื่องกล สัดส่วน 12.3%, พลาสติกและผลิตภัณฑ์ สัดส่วน 11.0% อุปกรณ์ที่ใช้ในทางทัศนศาสตร์ สัดส่วน 7.1% เป็นต้น
นโยบายทรัมป์ยังเป็นบวกกับไทย
ที่สำคัญยังต้องติดตามผลจากรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งอาจจะมีการใช้มาตรการทางการค้ากับสินค้าจีน จะส่งผลกระทบต่อสินค้ากึ่งวัตถุดิบที่ไทยส่งออกไปยังประเทศจีน เพื่อประกอบเป็นสินค้าสำเร็จรูปส่งออกไปยังสหรัฐ เช่น เครื่องจักรไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องจักร เครื่องกล
อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่า จีนไม่ได้กังวลต่อมาตรการดังกล่าวมากนัก เพราะที่ผ่านมาสหรัฐใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) 30-200% กับสินค้าจากจีนหลายรายการ แต่สหรัฐยังขาดดุลการค้าให้จีนถึง 50% เพราะภาพรวมแล้วสหรัฐยังจำเป็นต้องนำเข้าสินค้าจำนวนมากจากจีน และหากสหรัฐยกเลิกความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก (TPP) จะยิ่งเป็นการเพิ่มบทบาทให้จีนมากขึ้น
แต่ในทางกลับกัน ไทยอาจได้รับอานิสงส์จากมาตรการนี้ เพราะสหรัฐอาจหันมาสั่งซื้อสินค้าจากไทยแทนจีนเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันสหรัฐนำเข้าสินค้าจากจีนมากสุดถึง 21.5% ของการนำเข้าทั้งหมด ส่วนใหญ่นำเข้าเครื่องจักรไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องจักร เครื่องกล ส่วนการนำเข้าจากไทยเป็นอันดับที่ 16 มีสัดส่วนประมาณ 1.3% โดยสินค้าสำคัญที่นำเข้า เช่น เครื่องจักร เครื่องกล เครื่องจักรไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้า ยางพาราและผลิตภัณฑ์ ไข่มุก รัตนชาติ ของปรุงแต่งจากเนื้อสัตว์ เป็นต้น
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า โอกาสที่สหรัฐจะนำเข้าเครื่องจักร เครื่องกล เครื่องจักรไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้า และยางพาราจากไทยมีมากขึ้น นอกจากนี้การที่สหรัฐมีนโยบายที่จะดึงนักลงทุนกลับประเทศยิ่งจะเป็นโอกาสทำให้สหรัฐนำเข้าสินค้าขั้นกลาง เพื่อใช้ในการผลิตมากขึ้น จึงเป็นโอกาสอันดีของไทยในการทำตลาดนี้
แนวโน้มประธานาธิบดีทรัมป์จะเจรจาการค้าแบบพหุภาคีมากขึ้นทำให้หลายประเทศหันมาใช้ทำข้อตกลงทางการค้าเสรี(เอฟทีเอ) กับสหรัฐมากขึ้น เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น เวียดนาม แต่ไทยยังไม่สามารถดำเนินการเรื่องนี้ได้
ดังนั้นไทยควรเร่งพัฒนาการผลิตสินค้าให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับนอกจากนี้ควรผลักดันให้มีการสร้างความสัมพันธ์กับผู้นำเข้ากลุ่มใหม่ๆ และขยายตลาดส่งออกไปยังสินค้า เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าเฉพาะมากขึ้น เช่น มะขามหวาน ใบตอง สินค้าออร์แกนิก สินค้าปลอดจีเอ็มโอ เป็นต้น ทั้งยังต้องเร่งเจรจาเขตการค้าเสรีในอาเซียนให้เร็วขึ้น
updated: 19 ม.ค. 2560 เวลา 14:00:00 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์